วันพุธ

อบรม"ตีแผ่มาตรฐานการบัญชีฉบับใหม่ NPAEs พร้อมเก็บชั่วโมง CPD"


 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

ขอเชิญเข้าร่วมอบรมภายใต้หัวข้อ
“ตีแผ่มาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ NPAEs พร้อมกับเก็บชั่วโมง CPD”
โดยวิทยากร : อาจารย์จักรพันธ์ พงษ์เภตรา
                                                    ผู้สอบบัญชีอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่
5 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ หอสมุดอนุสรณ์ 10 ปี ชั้น 4

หมายเหตุ : สนใจเข้าร่วม ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.ku-npeas.blogspot.com 
     สอบถามข้อมูลได้ที่  089-8756463(เจเจ) ,084-0019823(ป๊อก) 
หรือ 086-7534777(บอส)

 ค่าใช้จ่ายในการอบรมครั้งนี้ 300 บาท    ประกอบด้วย
  • เอกสารในการอบรม และ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง(เครื่องเขียน)
  • เอกสารมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ NPAEs
  • อาหารและเครื่องดืมตลอดการอบรม 
**ค่าใช้จ่าย 300 บาท ทางสาขาการบัญชีบริหารเก็บเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานมิได้มุ่งหากำไรแต่อย่างใด**

รวมทั้งท่านได้รับใบรับรองในการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้
พร้อมกับใบเสร็จรับเงินชนิดเต็มรูปแบบ


 สนใจเข้าร่วมอบรม :  
    1.โอนเงินผ่านทางบัญชีธนาคารทหารไทย สาขาอ่าวอุดม
         เลขที่บัญชี 339-2-74747-7 ชื่อบัญชี  "นางสาวนัยนา  เชียงประทุม" 
    2.บันทึกข้อมูลรายละเอียดการสมัคร








วันอาทิตย์

สาขาการบัญชีบริหาร

         สาขาวิชา 1 ใน 8 สาขาวิชาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
ซึ่งเป็นสาขาที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ 
ทั้งในด้านของสาขาวิชาการบัญชี การเงิน การตลาด การจัดการ กฎหมาย สังคม
 แม้กระทั่งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สาขาบัญชีบริหารได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและจำเป็นในจุดนี้ด้วย
 เพื่อให้บัณฑิตที่จบไป มีความรู้ มีประสอบการณ์ 
สามารถปฏิบัติงานและอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด.....

วันพุธ

ประวัติวิทยากร

ประวัติวิทยากรโครงการ
อ.จักรพันธ์  พงษ์เภตรา
-----------------------------------------------------------------------
ประวัติการศึกษา

  • ปริญาการศึกษาบัณฑิต  ธุรกิจ-บัญชี        มหาวิทยาลัยศรีนคริทร์วิโรฒ  ประสารมิตร
  • ปริญญาบริหารธุรกิจบัญฑิต  การบัญชี      มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
  • MBA (Financial  Accounting)                     มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ประวัติการทำงาน
ด้านการสอบบัญชี
  • ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต  สำนักงานตรวจสอบบัญชี  สำนักงานพิพัฒน์
ด้านการสอน
  • อาจารย์สอนระดับปริญญาตรี  ด้านการบัญชีหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
  • อาจารย์สอนระดับปริญญาโท (MBA  Accounting) ด้านมาตรฐานการบัญชีและตรวจสอบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • วิทยากรอบรมนักบัญชี  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ให้แก่สถาบันต่างๆ  อาทิ  สำนักงานธรรมนิติ มหาวิทยาลัยเกริก  บริษัท MSD
  • วิทยากรอบรมภายในองค์กรภาครัฐ  อาทิ การไฟฟ้าผ่ายผลิต  บริษัทรถไฟฟ้ามหานคร จำกัด(มหาชน)
ด้านอื่นๆ
  • กรรมการพิจารณาฟลักสูตรด้านบัญชี  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตศรีราชา
  • กรรมการพิจารณาผลการศึกษา  ปริญาตรีการบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ
ประวัติการตรวจสอบบัญชี
  • บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆที่ได้รับ BOI
  • บริษัทเอเยนต์ บริษัทบุญรอดบริเวอรรี่ จำกัด






หนังสือและงานวิจัย


หนังสือบัญชีการเงินและบัญชีขั้นต้น
ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิตยา  งามแดน


หนังสือบัญชีเพื่อการบริหารธุรกิจ
ผู้แต่ง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัชนิจ  เนาวพันธ์


หนังสือการบัญชีระหว่างประเทศ
ผู้แต่ง : อาจารย์ประไพพิศ  สวัสดิ์รัมย์


TEXT : The nature of Asian firms An evolutionary perspective
ผู้แต่ง : 
Scott  Hipsher 
ผู้ช่วยศาสตราจาย์ ดร. ทรงพร  หารสันติ(อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) 
รองศาสตราจารย์ ดร.สุธินันทน์  พรหมสุวรรณ (อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ)

TEXT : International  Finance in Emerging Market
ผู้แต่ง :
ผู้ช่วยศาสตราจาย์ ดร. ทรงพร  หารสันติ(อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) 
Sardar M. N. Islam
Peter  Sheehan






วันอังคาร

ฝึกงานบริษัท


บริษัท แอโร่เวิร์ค(เอเชีย) จำกัด เป็นบริษัทประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนบนเครื่องบิน
มีความต้องการเปิดรับนักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี สาขาบัญชี จำนวน 1 ตำแหน่ง
มีระยะเวลาการฝึกงาน : ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. - 30 เม.ย. 55
ค่าตอบแทน : 196 บาท:วัน
ค่าอาหารและค่าเดินทาง : 50 บาท:วัน
วันทำงาน : จันทร์-ศุกร์
เวลาทำงาน : เริ่มเข้างาน 8:00 - เวลาเลิกงาน 17:00

แผนที่บริษัท



การขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร


คุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียน
1.สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือประกาศนียบัตรทางการบัญชี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรองเทียบเท่าไม่ต่ำกว่าปริญญาดังกล่าว
2.มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
3. มีสัญชาติไทย หรือมีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยเป็น ผู้สอบบัญชีในประเทศนั้นได้
4.ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
5.ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีเกี่ยวกับภาษีอากรหรือคดีอื่นที่อธิบดีเห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร
6.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
7.ไม่เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่อยู่ระหว่างถูกสั่งพักหรือถูกเพิกถอน ใบอนุญาต
8.ต้องผ่านการทดสอบตามที่อธิบดีกำหนด

การขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร
1.             ผู้ผ่านการทดสอบครบทุกวิชาตามที่อธิบดีกำหนด จะต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ โดยจะต้องมีข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 7 ขึ้นไป หรือข้าราชการอื่น ๆ เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 7 ขึ้นไป หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร รับรองว่าผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี และมีคุณสมบัติครบถ้วนสมควรเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้ ตามหนังสือรับรองความประพฤติและคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรที่แนบท้ายประกาศนี้
2.              ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนที่มีความประสงค์จะให้นำชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ของตนเองลงในเว็บไซต์ของกรมสรรพากรเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้แจ้งความประสงค์ดังกล่าวไว้ในคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรตาม 1. ด้วย
3.             เอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นสำหรับการขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร 
        1)  ภาพถ่ายใบปริญญาบัตร ตามวุฒิการศึกษาที่ใช้ในการยื่นคำขอเข้ารับการทดสอบ  จำนวน 1 ฉบับ
        2)  ภาพถ่ายใบแสดงผลการศึกษารายวิชา (Transcript) จำนวน 2 ฉบับ
3)  ภาพถ่ายใบระเบียนแสดงผลการเรียนระดับ ปวช. หรือ ปวส.หรืออนุปริญญา กรณีผู้ขอขึ้นทะเบียน สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปี  จำนวน 1 ฉบับ
4) ภาพถ่ายใบรับรองคุณวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรณีจบการศึกษาจากต่างประเทศ หน่วยงานละ1 ฉบับ  
5) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ
6) ภาพถ่ายใบเปลี่ยนชื่อตัว – ชื่อสกุล  (ถ้ามี)  จำนวน 1 ฉบับ
7) ภาพถ่ายใบสำคัญการสมรสหรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี) จำนวน 1 ฉบับ
8) รูปถ่ายปกติหน้าตรง แต่งกายสุภาพ ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตาดำ โดยถ่ายในคราวเดียวกันไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่นคำขอ ขนาด 2 นิ้ว  จำนวน 2 รูป
9) หนังสือรับรองความประพฤติและคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรพร้อมแนบเอกสารหลักฐานของผู้ให้คำรับรอง ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวของข้าราชการผู้ให้คำรับรองจำนวน 1 ฉบับ หรือภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน และภาพถ่ายใบอนุญาตเป็น  ผู้สอบบัญชี กรณีผู้รับรองเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร  อย่างละ  1 ฉบับ
4.              เมื่อผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะเสนอคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาอนุญาตให้รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร
5.             ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากรให้มีอายุห้าปี

ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

       ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
1. แจ้งการฝึกงานสอบบัญชี (แจ้งต่อสภาวิชาชีพ ก่อนเริ่มฝึกงาน โดยใช้แบบ ผส.1)
หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
1.             สำเนาปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตร พร้อมต้นฉบับต่อเจ้าหน้าที่
2.             สำเนาพร้อมต้นฉบับใบรับรองผลการศึกษา
3.             สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสือใดของทางราชการซึ่งใช้แสดงตนได้
4.             สำเนาทะเบียนบ้าน
2.รายงานการฝึกหัดงาน (รายงานการฝึกหัดงานโดยใช้แบบ ผส.2)
หลักฐานที่ใช้ประกอบคำขอ
        เลขที่ คำขอแจ้งการฝึกหัดงาน หนังสือยืนยันจากนิติบุคคลตามที่ได้รายงานไว้ในแบบรายงานการฝึกหัดงานสอบในแต่ละปี เพื่อยืนยันว่าได้เจ้าตรวจสอบบัญชีของนิติบุคคลรอบบัญชีใดเป็นระยะเลาเท่าใด
3.เมื่อสิ้นสุดการฝึกหัดงาน
ได้ฝึกหัดงานเป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่าสามปีบริบูรณ์ และมีเวลาฝึกหัดงานไม่น้อยกว่าสามพันชั่วโมง โดยใช้แบบ ผส. 3
        หลักฐาน/เอกสารที่ใช้ประกอบคำขอ
                เลขที่คำขอแจ้งการฝึกหัดงาน หนังสือยืนยันจากนิติบุคคลตามที่ได้รายงานไว้ในแบบรายงานการฝึกหัดงานสอบบัญชีในแต่ละปีเพื่อยืนยันว่าได้เข้าตรวจสอบบัญชีของนิติบุคคลรอบบัญชีใด เป็นระยะเวลาเท่าใด (ในกรณีที่ไม่ได้ยื่นในขั้นตอนการรายงานการฝึกหัดงาน)
4.ขั้นตอนการทดสอบความรู้  ต้องผ่านการทดสอบความรู้เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับการทดสอบจะต้องสำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาและอยู่ระหว่างการฝึกหัดงานสอบบัญชีหรือฝึกหัดงานครบถ้วนแล้ว
วิชาที่ทดสอบแบ่งเป็น 6 วิชา คือ 
  1. วิชาการบัญชี ๑ 
  2. วิชาการบัญชี ๒
  3. วิชาการสอบบัญชี ๑ 
  4. วิชาการสอบบัญชี ๒ 
  5. วิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี
  6. วิชาการสอบบัญชีที่ประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์
                  ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องสอบผ่านทุกวิชา และได้คะแนนในแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบจึงจะถือว่าผ่านการทดสอบโดยผู้เข้ารับการทดสอบสามารถสะสมผลการทดสอบของแต่ละวิชาที่สอบผ่านได้ไม่เกินสามปีนับวันที่ผ่านการทดสอบแต่ละวิชา
5.เมื่อทดสอบผ่านทุกวิชาแล้ว ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
5.1.เมื่อได้รับหนังสือแจ้งสอบผ่าน 6 วิชาจากสภาวิชาชีพบัญชี ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยใช้ แบบ ก.บช.1
5.2.สภาวิชาชีพพิจารณารับขึ้นทะเบียน
5.3.สภาวิชาชีพมีหนังสือแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท และในกรณีที่ผู้สอบบัญชีประสงค์ที่จะให้จัดส่งใบอนุญาตทางไปรษณีย์จะเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 30 บาท
5.4.สภาวิชาชีพส่งหนังสือแจ้งให้มารับใบอนุญาต หรือจัดส่งใบอนุญาตทางไปรษณีย์

ทำไมต้องอบรม CPD???


เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยไม่จำกัดเฉพาะความรู้ทางด้านบัญชี หรือด้านการสอบบัญชีเท่านั้น แต่ควรมีความรู้ด้านอื่นๆที่เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพด้วย ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมหรือสัมมนา เพื่อพัฒนาความรู้ต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ดังนี้
ผู้ทำบัญชี              
- ต้องเข้ารับการอบรมหรือสัมมนาทุกรอบ 3 ปี โดยในแต่ละรอบต้องมีจำนวนชั่วโมงไม่น้อยกว่า 27 ชั่วโมง และต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง และในแต่ละปีจะต้องเข้าอบรมหรือสัมมนาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง (วิชาอะไรก็ได้)
- ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งชั่วโมงการอบรม CPD ตามแบบ ส.บช.7ภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นปฏิทินของทุกปี (ม.ค.-ก.พ.)
- รายละเอียดประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาในการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพของผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2547 วันที่ 5 สิงหาคม 2547

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต – CPA
- CPA ต้องเข้ารับการอบรม/สัมมนา ในแต่ละปี 12 ชั่วโมงต้องเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับการบัญชีหรือสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง
- CPA ต้องยื่นหลักฐานชั่วโมงอบรม CPD ต่อสภาวิชาชีพบัญชีภายใน 3 เดือนก่อนวันเริ่มต้นมีปฏิทิน (ต.ค.-ธ.ค.)
- รายละเอียดเพิ่มเติมตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ 15 ) ลงวันที่ 7 ธันวาคม  2550

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร – TA
                TA ต้องเข้ารับการอบรม/สัมมนา ในแต่ละปี 12 ชั่วโมง โดยเนื้อหาครอบคลุม 4 วิชา ดังนี้
                - ภาษีเงินได้นิติบุคคล                                                                                                             3 ชม.
                - ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                                                                                         3 ชม.
                - ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับอื่นๆ        3 ชม.
                - หัวข้อความรู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพผู้สอบบัญชีภาษีอากร                                         3 ชม.
                - TA ยื่นหลักฐานการอบรม CPD ต่อกรมสรรพากรตามรอบระยะเวลาสิ้นสุดของใบอนุญาตแต่ละรุ่น
***ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากตารางเวลาการอบรมและแจ้งการอบรมฯ ที่ www.rd.go.th/publish/16513.ohtml***

การนับชั่วโมงในแต่ละกิจกรรม

เนื้อหาของกิจกรรมที่สามารถนับเป็น CPD ได้แก่ 
            1.     การเข้าร่วมอบรม/สัมมนา

-               การบัญชี/การสอบบัญชี
-               กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี
-               กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการภาษีอากร
-               เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี
-               เรื่องอื่นๆ ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับวิชาชีพบัญชี
2.     การเป็นวิทยากร ผู้บรรยาย ผู้ดำเนินการอบรม/สัมมนา
3.     การเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งมีการสอนไม่ต่ำกว่าระดับอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) ทางการบัญชีไม่ว่าจะเป็นการสอนในฐานะอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ
4.     การศึกษาเพิ่มเติมในคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีในระดับที่สูงกว่าคุณวุฒิเดิม หรือ การศึกษาเพิ่มเติมในคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีซึ่งอาจไม่สูงกว่าคุณวุฒิเดิม
5.    การลงทะเบียนศึกษาเฉพาะรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีและได้รับหลักฐานการผ่านจากสถาบันการศึกษาของรัฐ หรือสถาบันการศึกษาของเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการศึกษาเอกชน ซึ่งมีการสอนไม่ต่ำกว่าระดับอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)ทางการบัญชี
6.     การเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ

การนับชั่วโมงในแต่ละกิจกรรม

1. การนับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างเป็นทางการ นับดังต่อไปนี้
                   - น้อยกว่าสิบห้านาที ไม่นับเป็นจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
                   - สิบห้านาทีถึงสี่สิบสี่นาทีให้นับเป็นครึ่งชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
                   - สี่สิบห้านาทีถึงหกสิบนาทีให้นับเป็นหนึ่งชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
2. การนับปีที่มีการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง ให้นับตามปีปฏิทิน โดยถือปีที่ข้อบังคับนี้มีผลบังคับใช้เป็นปีแรก
3.การนับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างไม่เป็นทางการตามให้เป็นไปตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
4. การเข้ารับการฝึกอบรมหรือเข้าร่วมประชุมสัมมนา ให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องตามหลักเกณฑ์และวิธีการนับจำนวนชั่วโมงที่ผู้จัดการอบรม หรือการสัมมนาได้โฆษณาเผยแพร่ไว้การกล่าวเปิดการอบรมหรือการสัมมนา ให้นับชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้เฉพาะที่เป็นปาฐกถาพิเศษ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
             - เนื้อหาในการปาฐกถาพิเศษที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเรื่องใด ให้นับเป็นจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องของเรื่องนั้น
             - เนื้อหาในการปาฐกถาพิเศษที่ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับเรื่องใด ๆ ให้นับเป็นจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเรื่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับวิชาชีพบัญชี หรือให้นำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อพิจารณา
5.ในกรณีที่ผู้จัดการอบรมหรือการสัมมนายังไม่ได้ยื่นคำขอความเห็นชอบเนื้อหาหลักสูตรหรือวิทยากรในการอบรม หรือการสัมมนาต่อสภาวิชาชีพบัญชี จะจัดการอบรมหรือการสัมมนาไปพลางก่อนก็ได้ แต่มิให้โฆษณาเผยแพร่จำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้จัดการอบรมหรือการสัมมนาต้องขอความเห็นชอบจากสภาวิชาชีพบัญชีภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันสิ้นสุดการอบรม หรือการสัมมนา มิฉะนั้น สภาวิชาชีพบัญชีจะถือว่าผู้จัดการอบรมหรือการสัมมนาดังกล่าวฝ่าฝืนข้อบังคับนี้
6.การเป็นวิทยากรรวมทั้งการเสนอผลงานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการด้วยตนเองต่อที่ประชุมวิชาการให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเป็นสองช่วงเวลาดังนี้
                   - ช่วงเวลาของการบรรยาย หรือเสนอผลงานด้วยตนเอง ให้นับตามจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปในการเป็นวิทยากร หรือเสนอผลงานด้วยตนเองตามหลักเกณฑ์การนับ
                   - ช่วงเวลาการเตรียมตัวเพื่อการบรรยาย หรือการเสนอผลงานด้วยตนเองให้นับเป็นจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเฉพาะการเตรียมตัวในการบรรยายหรือการเสนอผลงานด้วยตนเองครั้งแรก โดยให้นับได้เป็นสองเท่าของเวลาตามช่วงเวลาของการบรรยาย ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้ดำเนินการสัมมนาการบรรยายครั้งต่อไปในเรื่องเดียวกัน ห้ามนับเป็นชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอีกเว้นแต่วิทยากรนั้นได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเกินกว่าครึ่งหนึ่ง โดยทำตารางเปรียบเทียบเนื้อหาเก่ากับเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงและนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อพิจารณาอนุมัติให้นับเป็นชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเพิ่มเติม
7. การเขียนบทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี ให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพได้ไม่เกินสามชั่วโมงต่อหนึ่งบทความ
8.การเขียนหนังสือหรือตำราทางวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้ครั้งเดียวในปีที่หนังสือหรือตำรานั้นจัดพิมพ์เผยแพร่โดยให้นับได้สิบสองชั่วโมง
9.การเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือ คณะทำงานทางวิชาการในสภาวิชาชีพบัญชีหรือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้สามชั่วโมงต่อหนึ่งตำแหน่ง และให้นับได้เพียงสองตำแหน่ง
10. การสำเร็จการศึกษาในระดับสูงกว่าวุฒิเดิม หรือระดับวุฒิเดิมแต่ในหลักสูตรหรือสาขาอื่น ให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้วุฒิละสิบสองชั่วโมง
11. ผู้ที่ผ่านการทดสอบในหลักสูตรวิชาชีพ ให้นับจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้สิบสองชั่วโมง
12.การพัฒนาความรู้ต่อเนื่องในหมวดนี้จะนับเข้าเป็นจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องในเรื่องใดให้เป็นไปตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
13.การแสดงหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง เป็นหน้าที่ของผู้สอบบัญชีที่จะต้องแสดงต่อสภาวิชาชีพบัญชี โดยให้ยื่นหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง ดังนี้
               -กรณีชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นรายปี ให้ยื่นพร้อมกับการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายในสามเดือนก่อนวันเริ่มต้นปีปฏิทิน
            -กรณีชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตล่วงหน้าเกินกว่าหนึ่งปี ให้ยื่นหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องเป็นรายปีภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับกรณีชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นรายปี การยื่นหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องให้จัดทำตามแบบและวิธีการที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
14.ผู้สอบบัญชีที่ไม่อาจแสดงหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องครบตามจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำที่กำหนด สภาวิชาชีพบัญชีจะมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องให้ครบถ้วนและยื่นหลักฐานการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องต่อสภาวิชาชีพบัญชีภายในหกเดือนนับจากวันที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
 เนื้อหาของกิจกรรมที่สามารถนับเป็น CPD ได้แก่
            1. การบัญชี
            2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี
            3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการภาษีอากร
            4. เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ วิชาชีพบัญชี 


CPD คืออะไร


การพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเรียกย่อว่า ๆ CPD (Continuing Professional Development)

การพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพเป็นการกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการรักษาสถานะภาพความรู้ความสามารถทางวิชาชีพของตนเองให้คงอยู่ตลอดเวลาปัจจุบันมีหลายสภาวิชาชีพได้มีข้อกำหนดให้ต้องมีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น  สภาวิศวกร ได้เริ่มดำเนินการแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้พิจารณาการต่ออายุใบอนุญาตวิศวกร เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง แบ่งได้ดังต่อไปนี้

1. การพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ประเภทการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องที่สามารถประเมินผล หรือตรวจสอบได้ ซึ่งออกแบบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของความรู้และทักษะที่ต้องการ ดังต่อไปนี้
  • เข้ารับการฝึกอบรมหรือเข้าร่วมประชุมสัมมนา ที่สภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นชอบในหลักสูตร วิทยากร และผู้จัดการอบรมหรือการสัมมนา
  • เป็นวิทยากร ในหลักสูตรที่สภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นชอบ
  • เขียนบทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีที่มีเนื้อหาตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด และได้เผยแพร่ในวารสาร หรือทางอินเตอร์เน็ต หรือในที่ประชุมวิชาการ
  • เขียนหนังสือหรือตำราทางวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีที่มีเนื้อหาตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด และได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่
  • เสนอผลงานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการด้วยตนเองต่อที่ประชุมวิชาการโดยผลงานนั้นต้องเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
  • เป็นกรรมการ อนุกรรมการหรือคณะทำงานทางวิชาการในสภาวิชาชีพบัญชี หรือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
  • สำเร็จการศึกษาในระดับสูงกว่าวุฒิเดิม หรือระดับวุฒิเดิมแต่ในหลักสูตรหรือสาขาอื่นตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
  • ผ่านการทดสอบในหลักสูตรวิชาชีพตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
  • ประเภทการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างเป็นทางการอื่นตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด

2. การพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ ประเภทการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอื่น ๆ นอกจากการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องอย่างเป็นทางการ และต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด

ผู้จัดการอบรม หรือการสัมมนา หมายถึง หน่วยงานดังต่อไปนี้
  1. สภาวิชาชีพบัญชี
  2. กระทรวง กรม หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
  3. สถาบันการศึกษาของรัฐ ซึ่งมีการสอนไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า
  4. สถาบันการศึกษาของเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งมีการสอนไม่ ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า
  5. หน่วยงานภายในของผู้รับการอบรม หรือการสัมมนา ที่สภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นชอบ
  6. หน่วยงานอื่น ที่สภาวิชาชีพบัญชีให้ความเห็นชอบ


วันจันทร์

วัตุประสงค์การจัดงาน

ลอง...

หลักสูตร

 ปรัชญา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
           หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการบัญชีบริหาร มีปรัชญาของหลักสูตรดังนี้
สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลทำให้ลักษณะของธุรกิจที่เกิดขึ้นนั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นดังนั้นผู้ประกอบการและพนักงานในธุรกิจจะต้องมีความเข้าใจในลักษณะการดำเนินงานที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในการบริหารงานในทุกองค์การจะต้องมีการวางแผนการ สั่งการและจูงใจ การตัดสินใจ และ การควบคุมและประเมินผล โดยเฉพาะในส่วนของการตัดสินใจถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในทุก ๆ เรื่องของธุรกิจที่ตนบริหารอยู่ รวมทั้งจะต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ในการบริหารงานผู้บริหารต้องการนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ส่วนหนึ่งของข้อมูลเชิงปริมาณได้จากการเก็บ รวบรวม และบันทึกออกมาในรูปของรายงานทางการเงิน และการจะทำให้รายงานทางการเงินมีความน่าเชื่อถือได้นั้น พนักงานบัญชีจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญและเข้าใจในลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจ แล้วนำหลักการทางการบัญชีที่รับรองทั่วไปที่ได้ศึกษามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ หรือใช้ในสถานการณ์แตกต่างกันและเนื่องจากปัจจุบันมีธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย แต่ละธุรกิจมีความซับซ้อนแตกต่างกันประกอบกับได้มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ทำบัญชีต้องขึ้นทะเบียนเป็นนักบัญชีวิชาชีพ อีกทั้งในการบริหารงานของธุรกิจนั้นมีความต้องการฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ดังนั้นความต้องการนักบัญชีที่มีความรู้ด้านทฤษฎีและความสามารถในเชิงปฏิบัติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลักสูตรบริหารธุรกิจสาขาการบัญชีบริหารนี้ มีการประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาเป็นหลักสูตรวิชาชีพที่ทันสมัย เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งมีศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งการบัญชีการเงิน การบัญชีบริหาร การภาษีอากรและกฎหมาย การตรวจสอบและควบคุม เทคโนโลยีสารสนเทศภาษาต่างประเทศ รวมถึงศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการและการใช้ชีวิตในสังคม รวมทั้งมีการจัดการศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของภาคธุรกิจ สังคม ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ